ทบทวนตัวเองปี 2019 ได้อะไรบ้าง?

29 Dec 2019 Lifestyle

Autumn road
Photo by Patrick Tomasso / Unsplash

สวัสดีครับ เนื่องจากใกล้สิ้นปีแล้ว ก็เป็นธรรมเนียม จริงๆแล้วผมว่ามันเป็นปกติทั่วๆไปของคนส่วนใหญ่นะครับ เพราะว่าด้วยช่วงเวลาคือ กำลังจะสิ้นสุดปี และเริ่มต้นปี ฉะนั้นมันเลยเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุด ที่จะคิดทบทวนว่าปีที่ผ่านมาทำอะไรไปบ้าง มีอะไรดี ไม่ดี อะไรต้องแก้ไข ปรับปรุง และเป้าหมายของปีหน้าจะทำอะไร ที่ทำอยู่จะโฟกัสมากขึ้นหรือเปล่า? อยากปรับปรุงตัวเอง ได้เริ่มต้นปีใหม่ อยากทำสิ่งใหม่ๆ ก็เริ่มต้นปีซะเลย


เผื่อคนไม่รู้ คือผมทำงานเป็น Web Developer งานก็จะพัฒนาเว็บไซต์ งานทั้งหมดก็จะทำบนหน้าจอ ใช้ Laptop ตัวเดียว ก็สามารถทำงานได้แล้ว เลยทำให้หลายๆ ครั้ง ผมไม่จำเป็นต้องมี Office หรือทำงาน จ-ศ นะครับ และก็ผมมีเว็บบล็อคสอนเกี่ยวกับ Web Programming ที่ https://devahoy.com ด้วยครับ
อยากจะพัฒนาตัวเอง ทำอย่างไรดี?
สวัสดีครับพอดีว่าวันนี้พอจะมีเวลาได้พัก ได้นั่งทบทวนตัวเอง ก็เลยมานั่งเขียนบล็อคเล่น ทบทวนเป้าหมาย นั่งเช็คสิ่งที่ตัวเองตั้งใจไว้ต่างๆ และหนึ่งในนั้นก็คือการพัฒนาตัวเอง แต่ว่าการพัฒนาตัวเองนั้น…
หนึ่งในบทความที่ผมเขียนไว้ปีที่แล้ว ในการพัฒนาตัวเอง (สาย software tech ครับ)

ปีนี้ผมได้ลองใช้ชีวิต จากงานประจำ สลับไปทำ Freelance แล้วลองทำแบบ Digital Nomad รวมถึง Remote work เพื่อดูว่าจริงๆแล้วสุดท้ายเราชอบแบบไหน แบบไหนที่ใช้สำหรับเรา ซึ่งก็ถือว่าเป็นเรื่องดีครับ คือถ้าเรายังไม่รู้ตัวเอง ก็เริ่มจากไปลองให้รู้ครับ

และอีกข้อสำคัญคือเพื่อรู้จักตัวเองมากขึ้น รู้ข้อเสียตัวเอง รู้นิสัยของตัวเอง และนำมาปรับปรุงให้ดีขึ้น รวมถึงหาบางส่ิงบางอย่างที่ผมยังขาดอยู่ทั้งในฐานะคนทำงานและในฐานะมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง

Workhard Anywhere
Photo by Kevin Bhagat / Unsplash

ขอกร่าวคร่าวๆก่อนสำหรับคนไม่ค่อยรู้นะครับ

งานประจำ
คิดว่าทุกๆคนก็รู้อยู่แล้วเนอะ ก็ทำงาน จ-ศ วันละ8-9 ชั่วโมง เวลาเข้า ออกก็แล้วแต่ ค่อนข้าง Flexible (สาย IT/ Tech น่าจะเป็นแบบนี้เยอะครับ) การแต่งกายก็ปกติ ใส่ไรมาก็ได้ แต่บางที่ก็อาจจะได้มากสุดก็เสื้อยืด เท้าผ้าใบ (สุภาพหน่อย) ไม่ถึงกับกางเกงขาสั้น เท้าแตะ (แล้วแต่บริษัทเนอะ) ถ้าไม่ได้มีประชุมหรือนัดพบลูกค้า ผมก็ยังไม่เห็นความจำเป็นในการแต่งกายเป๊ะๆ เหมือนกัน ผมยังเคยปฎิเสธงานเพราะการแต่งกายเลย หรือกฎระเบียบเยอะมาก เลยทำให้มันเป็นอีกหนึ่งสาเหตุ ที่ ถ้าทำงานประจำ ในที่ที่มีกฎระเบียบ มีวัฒนธรรมที่ไม่ตรงกับ Life style ของเรา มันมีโอกาสไม่ Happy กับงาน และมีโอกาสย้ายงานสูง ซึ่งผมก็ทำงานมาหลายที่อยู่นะ ก็ 5-6ที่ได้ละ ส่วนใหญ่ที่ย้าย ผมมองว่ามันคือช่วงเวลา จังหวะชีวิตของเรามากกว่า ไม่ได้มองว่าบริษัทไม่ดี หรือตัวเราไม่ดี (จริงๆตัวเราไม่ดีอะมีส่วน บางครั้ง ณ ช่วงเวลาๆหนึ่งเราพบว่าตัวเอง ไม่เหมาะหรือไม่ได้ไปในแนวทาง หรือ vision ไม่ตรงกัน ก็มีบ้าง) บางช่วงเวลา เราขาดสิ่งนี้ แต่บริษัทไม่มี . เหมือนกับนักฟุตบอลเก่งๆ บางคนย้ายไปดับกับสโมสรหนึ่งๆ ไม่ใช่นักเตะไม่เก่ง หรือทีมไม่ดี แค่ช่วงเวลา โค้ช เพื่อนร่วมทีม หรือปัจจัยอื่นๆ มันเยอะแยะมาก ฉะนั้นงานผมก็มองเช่นเดียวกัน ผมมองว่าทุกบริษัทมีดีหมดแหละ และก็ไม่เชื่อว่า ไม่มีบริษัทไหนไม่มีปัญหา สิ่งสำคัญคือหาวิธีแก้ปัญหา ไม่ใช่หนีปัญหา

งาน Freelance
ผมทำสายรับพัฒนาเว็บไซต์ ฉะนั้นงาน Freelance ก็เป็นงานรับทำเว็บ ดูแลเว็บ ออกแบบเว็บให้ลูกค้า ได้ลองทำอยู่พักนึง แล้วสรุปว่า มันมีทั้งช่วงสนุกและไม่สนุกสำหรับ Freelance รวมๆแล้วก็รู้สึกว่าไม่ใช่ในรูปแบบที่ตัวเองชอบเท่าไหร่ บางครั้งรู้สึกต้องไปโฟกัสเรื่องเงิน เพื่อให้อยู่รอด และอีกหนึ่งข้อที่ทำให้งาน Freelance สำหรับผมมันไม่ค่อยโอเค เพราะว่าเรื่องการจัดการวางแผน และระเบียบวินัยในตัวผมเองด้วยแหละครับ

Digital Nomad
ถ้าพูดง่ายๆคืองานออนไลน์อะไรก็ได้ที่ทำแล้วได้เงิน แค่มี Laptop อยู่ที่ไหนในโลกก็ได้ ครั้งแรกที่ผมคิดเลย คือมันต้องดีแน่ๆ ผมจะไปนั่งทำงาน เชียงใหม่ 1 อาทิตย์ ไปนั่งเล่นบาหลี ไปนั่งทำงานเกาหลี ญี่ปุ่น วันไหนอยากเที่ยวก็เที่ยว วันไหนอยากทำงาน ก็เข้าคาเเฟ่ไปนั่งทำงาน แค่ฟังก็ดูดีแล้ว แต่ชีวิตจริงไม่ได้ง่ายดายขนาดนั้น ช่วงเที่ยว บางครั้ง ผมก็ไม่ได้ทำตามที่แพลนไว้ หรือบางทีข้อจำกัดเรื่องสถานที่ ทำให้บางทีก็เสียโอกาสกับลูกค้าหลายๆคน แถมเทียบกันแล้ว ค่าครองชีพในการไปอยู่ญี่ปุ่น แพงมากๆ (รวมๆแล้วผมอยู่ญี่ปุ่น ประมาณ 35วัน และเกาหลี 12วัน)

Remote Work
จริงๆก็เหมือนงานประจำ เพียงแต่ว่าเราทำงานอยู่ที่บ้าน มีเวลาทำงานแน่นอน วันละ 8 ชั่วโมง คือ จ-ศ ส่วนเวลาในแต่ละวัน อาจจะแล้วแต่ Timezone อาจจะแบ่งเป็น ช่วงเช้า 3 ชั่วโมง ช่วงเย็น 2ชั่วโมง และช่วงดึก 3ชั่วโมง เป็นต้น และควรมีการ Communication ผ่านโปรแกรมต่างๆ เช่น Slack, Zoom บ้าง แล้วแต่บริษัท บางที่ เป็น Weekly บางที่ก็ตาม Sprint ของงาน มี Sprint Plan / Review / Retrospective ทุกๆ 1-2 week


early man gets the catch.
Photo by KAL VISUALS / Unsplash

เอาละ กลับมาที่ตัวผมเอง สรุปจากสิ่งที่ไปลองมาหลายๆแบบ แล้วพบว่า จริงๆแล้ว ไม่ว่าเราจะเลือกการทำงานแบบไหน สุดท้ายแล้วสิ่งสำคัญที่สุด มันอยู่ที่ตัวเองครับ รูปแบบการทำงานมันแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น แล้วมันขึ้นอยู่กับตัวเองยังไง เอาละผมจะมาอธิบาย จากข้อผิดพลาด หรือความคิดผิดๆของผมเองกันนะครับ

ระเบียบวินัยสำคัญมาก

ข้อนี้ผมยกให้เป็นข้อที่สำคัญที่สุด คือถ้าเราไม่มีวินัย ไม่ว่าจะทำงานอะไร อย่าว่าแต่งานเลย ทำอย่างอื่นก็แทบจะไม่ประสบความสำเร็จ (ผมไม่ได้บอกว่าไม่มีทางประสบความสำเร็จนะ) แค่มันมีโอกาสน้อยมากๆ ที่จะดี ถ้าขาดวินัย

ช่วงที่ผมใช้ชีวิตสบายๆ ทำงาน Digital Nomad อย่างทำตอนไหนก็ทำ อยากรับงานตอนไหนก็รับ จะเที่ยวก็เที่ยว ช่วงไหนตังหมดก็รับงานมาทำต่อ ดูดีเชียว เที่ยวไปด้วย ทำงานไปด้วย แต่พอเที่ยวจริงทำงานจริง แล้วระเบียบวินัยตกทันที บางวันผมก็เที่ยวเพลิน บางวันเพลีย ไม่ทำงาน บางงานก็ผลัดวันประกันพรุ่ง อ้อ เดี๋ยวก็เสร็จ 😅

รู้จักวางแผนซะบ้าง

จริงๆข้อนี้ ผมว่ามันก็ค่อนข้างใกล้เคียง หรือมีบางส่วนที่คล้ายๆกับเรื่องระเบียบวินัยอยู่บ้าง คือเราต้องมีการวางแผน และทำตามแผนที่วางไว้ บางครั้งผมวางแผนคร่าวๆ ไม่ได้ลงลึกรายละเอียด ทำให้บางครั้งเราก็พลาดสิ่งสำคัญ ประเมิณพลาดบ้าง หรือแม้แต่บางครั้ง ไม่ต้องวางแผน เพราะคิดว่าชีวิตชิวๆ เรื่อยๆ ทำอะไรก็ทำ ตัวเองเป็นคนใช้ชีวิตง่ายๆ สบายๆ ชิวๆ แต่จริงๆแล้วมันคือข้ออ้างของความขี้เกียจในตัวเองเท่านั้นแหละ 😜

ออกจากงานประจำมาทำเอง

ปกติผมมักจะมี Side Project เล็กๆ หรือว่างาน Freelance ที่รับทำควบคู่กับการทำงานประจำอยู่แล้ว แต่ขึ้นอยู่กับช่วงเวลา บางช่วงก็ไม่ได้รับ บางช่วงว่างจัดไม่มีอะไรทำก็จะรับมาทำ ทีนี้ก็เกิดมีความคิดในหัว ถ้าเราออกมาทำโปรเจ็คอะไรซักอย่างจริงๆจัง มันจะดีกว่ามั้ย?

สรุปแล้วผมว่าไม่ว่าจะทำงานประจำไปด้วย ทำ Side Project ไปด้วย หรือออกจากงานประจำ มาทำ Product ตัวเองล้วนๆ สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่ทำงานประจำ หรือต้องออกจาก Comfort zone หรือเปล่า แต่มันอยู่ที่วินัยในตัวเองครับ ข้อนี้ก็ย้อนกลับไปข้อบน ผมก็สอบตกเรื่องระเบียบวินัยและการวางแผน ช่วงที่ออกจากงาน อยากจะโฟกัสในการทำ Product ตัวเอง แต่พอเอาเข้าจริงๆ เรามีอิสระ เรามีเวลา เรา Manage ของเราเอง ก็ไม่ได้วางแผนที่ดี ใช้เวลาไปกับสิ่งไม่มีประโยชน์ซะเยอะ สุดท้ายลองย้อนกลับไป ไม่ว่าผมจะทำงานประจำ หรือออกมาโฟกัสเต็มเวลา 100% สิ่งที่ทำก็ไม่ success อยู่ดี

ไม่ได้เก็บเงินเลย

ปีนี้เป็นปีที่ใช้จ่ายค่อนข้างสิ้นเปลืองมาก เนื่องจากการไปลองใช้ชีวิตหลายๆที่ ทั้งญี่ปุ่น เกาหลี มาเลเซีย เชียงใหม่ แต่ละที่ก็มีทั้งที่พัก ค่ากิน ค่าเดินทาง รวมถึงสถานที่เที่ยวต่างๆ รวมๆแล้วก็ถือว่าคุ้มค่าแลกกับได้รู้ตัวเองว่าสุดท้ายเราชอบชีวิตแบบไหน ถ้าอยากทำ อยากเป็นแบบนั้น เราต้องทำอะไร วางแผนอย่างไร เริ่มจากอะไรก่อน กว่าจะไปถึงจุดหมายตรงนั้นได้

ต้องบอกเลยว่าปีนี้ อีกหนึ่งข้อผิดพลาดคือ เราไม่ได้เก็บเงิน และไม่ได้วางแผนการเงินที่ดีพอ ปีหน้า หนึ่งในหัวข้อสำคัญของตัวเอง คงหนีไม่พ้นเรื่องการเงิน เพราะถ้าคิดถึงตัวเอง ในปีที่ผ่านมาแล้ว บอกได้เลยว่า ชีวิตลำบากแน่ๆ 😱

ช้าลงบ้างก็ไม่เป็นไรนะ

บางครั้งผมก็คิดแค่ว่า ต้องรีบทำ ต้องมีนู้นนี่ ต้องทำให้ได้ก่อนอายุเท่านี้เท่านั้น เช่น บางคนบอกต้องมีเงินเก็บก่อน อายุ 30 ต้องมีธุรกิจ ต้องประสบความสำเร็จก่อน อายุ 30 อะไรก็ว่าไป บางส่วนมันก็เป็นแรงผลักดัน และแรงกดดันของเรา ซึ่งผมก็มาคิด จริงๆแล้ว เราไม่ต้องรีบร้อน ไม่ต้องไปแข่งกับใคร ใช้ชีวิตให้ช้าลงบ้าง ก็ดีเหมือนกัน แต่ละคนมี Timeline ของชีวิตที่แตกต่างกัน ช่วงไหนควรช้า ช่วงไหนควรวิ่ง ควรเดิน ก็ตัดสินใจเอาครับ อย่าช้าตลอด และอย่าเร็วตลอดเป็นพอ เหมือนจังหวะดนตรีท่ีมีช้ามีเร็วครับ

ทำงานหนักไม่ได้แปลว่าขยัน

จริงๆแล้วข้อนี้ไม่ใช่ข้อที่ผมเจอ ตรงกันข้ามด้วย ผมเป็นคนขี้เกียจคร๊าบ สิ่งที่ผมเจอบ่อยๆทั้งคนในทีม หรือเพื่อนร่วมงานหลายๆคนคือ การทำงานหนักคือคนขยัน การทำงานเยอะๆ เป็นเรื่องดี ผมบอกได้เลยว่าก็มีส่วนถูก แต่มันก็ไม่เสมอไป ยกตัวอย่าง เช่น บางคนทำงานเดิมซ้ำๆ ไม่เกิดประโยชน์เลย ใช้เวลาไป 2-3วัน ในมุมมองตัวเอง จะมองว่าทุ่มเทมาก อดหลับอนนอน กว่าจะทำเสร็จ แต่ในอีกมุมมองผมว่า มันไม่เกิดประโยชน์ หรือมันเป็นผลเสียกับตัวเองเกินไปมั้ย? ทำไมไม่มาวางแผนใหม่ งานเยอะแปลว่าเราวางแผนไม่ดี หรือตัวเราเองไม่ได้พัฒนาเลย ซึ่งการพัฒนาตัวเอง ผมยังคงเชื่อเสมอว่า เรา Invest ความรู้ในตัวเอง มันเกิดประโยชน์แน่นอน เหมือนการเสียเวลาลับขวาน ให้คม  แล้วไปตัดต้นไม้ เทียบกับคนใช้ขวานทื่อๆ ทั้งเสียเวลา และงานถัดๆมาก็เสียเวลา แต่คนลับขวาน เสียเวลาแค่ลับขวาน แต่งานอื่นๆ เค้าย่อมตัดไม้ได้ไวกว่าแน่นอน สิ่งที่ผมจะสื่อตรงนี้คือ Work smart ไม่ใช่ work hard ครับ ซึ่งมีช่วงนึงที่ผมรับ Freelance งานนึง ผมก็มองตัวเอง work hard งานหนัก แต่มันแทบไม่มี benefit ตัวเองเลย

มี Passion ในการทำบางสิ่ง

ในข้อไม่ดีหลายๆ ข้อ ก็มีดีอยู่บ้าง ในช่วงเวลาที่ผมได้ลองใช้ชีวิตหลายๆแบบ ทำงานหลายๆแบบ ผมก็ได้พบ Passion ในการทำบางสิ่งบางอย่าง และอยากทำมันให้ดียิ่งขึ้น ทำให้ผมได้รู้จักวางแผน ได้รู้ว่าตัวเราทำอะไรได้อีกเยอะ อย่าจำกัดความสามารถตัวเอง ไว้แค่เพียงเพราะเราไม่ชอบ ไม่อยากทำ ไม่ใช่ตัวเรา และหนึ่งใน Passion ที่ผมได้เจอ คือ ผมอยากจะเก่งขึ้น และทุกๆวันที่ตื่นขึ้นมา ผมรู้แค่ว่ามีอะไรให้ทำ มีสิ่งที่ต้องทำอะไรบ้าง แค่นี้ผมก็มีความสุขแล้วครับ


สุดท้ายแล้ว ผมเชื่อเสมอว่า แค่ตัวเองเก่งขึ้นกว่าเมื่อวานก็พอแล้ว ไม่จำเป็น และไม่มีเหตุผลเลยที่จะต้องเอาตัวเราเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น แค่ใช้ชีวิตของเราให้สนุก ทำในสิ่งที่อยากทำ วางแผน เรียนรู้ พักผ่อน หรือผ่อนคลายบ้าง ตามแต่โอกาส ชีวิตก็เรียบง่ายครับ ไม่ได้ยากเลย เราทำให้ชีวิตมันยากเองต่างหาก

ส่วนปีหน้า 2020 ผมก็ยังกะแพลนไว้ว่า จะหาเวลาไปใช้ชีวิตในที่ต่างๆอีกครั้ง ไปเที่ยวบ้าง และเป้าหมายใหญ่ๆอีกข้อ ขอยังไม่เขียนดีกว่าครับ 😜 แต่เหนือสิ่งอื่นใด เราต้องมีระเบียบวินัยและการวางแผนมากกว่าเดิม ไม่ใช่แค่อยากทำอะไรก็ทำ

สวัสดีปี 2020 🚀

https://facebook.com/indyROVER

Posted by Indy R O V E R on Monday, December 23, 2019
ฝากติดตาม Page ด้วยนะครับ

Chai Phonbopit

เป็นนักพัฒนาซอฟแวร์ เวลาว่างนอกจาก Coding ก็จะเขียนบล็อกเกี่ยวกับสอนทำเว็บไซต์ สอน Programming ที่ devahoy.com ชื่นชอบการพัฒนาตัวเองและเชื่อว่าการสอนเป็นหนึ่งในวิธีการเรียนรู้ที่ดีที่สุด ❤️🎒🍣🎸⚽️

แสดงความคิดเห็น