เป้าหมายปี 2020 มีอะไรบ้าง?

01 Jan 2020 LifestyleBlogging

Photo by Masaaki Komori / Unsplash
No goal

ล้อเล่น 😜

จริงๆแล้ว ปีนี้ 2020 รู้สึกว่าไม่อยากตั้งเป้าหมายครับ เพราะว่าทุกๆปีเคยตั้งไว้ แล้วเอาตรงๆเลย คือแทบทำไม่ได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ ฉะนั้นปีนี้ใจจริงก็ไม่อยากตั้งเป้าหมายหรอก แต่พอมาคิดดูแล้ว ไม่ว่าจะมีเป้าหมาย หรือไม่มีเป้าหมาย มันไม่สำคัญ มันสำคัญที่ตัวเราเองนั่นแหละ

พอย้อนกลับมามองดูตัวเอง พบว่า ไอ้ที่ทำไม่ได้ตามเป้าหมายนั้น มาจากตัวผมเองทั้งนั้น บางเป้าหมายก็ตั้งซะเว่อ วัง อลังการ บางเป้าหมาย ก็ทำไปได้ครึ่งทางแล้วพบว่าไม่มีแรงจูงใจทำต่อ สิ่งสำคัญคือระเบียบวินัยและ Passion ในการทำตามเป้าหมาย ซึ่งผมเขียนไว้ในโพสที่แล้ว

สิ่งที่น่าขำที่สุดคือ พวก Trello หรืออะไรที่เคยแพลนเป้าหมายไว้ว่าจะทำ มัน active แค่เดือนแรกของปีเท่านั้นเอง 😂

ทบทวนตัวเองปี 2019 ได้อะไรบ้าง?
สวัสดีครับ เนื่องจากใกล้สิ้นปีแล้ว ก็เป็นธรรมเนียม จริงๆแล้วผมว่ามันเป็นปกติทั่วๆไปของคนส่วนใหญ่นะครับ เพราะว่าด้วยช่วงเวลาคือ กำลังจะสิ้นสุดปีและเริ่มต้นปี

ปีที่ผ่านมา การใช้ชีวิต ทำให้ผมรู้ว่าผมยังขาดอะไรอยู่? หลายๆคนที่ผมรู้จักมักถามผมว่า ทำไมไม่เปิดบริษัทเองละ? ผมบอกว่าไม่พร้อม (ซึ่งจริงๆแล้ว ทุกคนบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า ไม่มีใครพร้อมทั้งนั้นแหละ)

แต่ผมรู้ตัวเองครับ ว่าผมยังขาดหลายๆสิ่งที่เจ้าของบริษัทควรจะมี ฉะนั้นเมื่อมองตัวเองผมยังไม่เห็นทางเป็นไปได้ในการตั้งบริษัทตัวเอง (คือตั้งอะตั้งได้ แต่ตั้งมาแล้วทำยังไง จะไปทางไหน เป้าหมายไม่มี และจะตั้งทำไม) จนกว่าผมจะค้นพบ หรือสามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองไปในทางที่ควรจะเป็น เมื่อนั้นค่อยว่ากันอีกที นั่นแหละ ก็เลยเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ผมพยายามขัดเกลา เรียนรู้ และปรับปรุงให้ตัวเองดีขึ้น เก่งขึ้น (เทียบกับตัวเอง) ในทุกๆวันครับ


ทีนี้ของปี 2020 สำหรับผมผมมองว่า มันเป็นการเริ่มต้นของทศวรรษใหม่เลย ช่วง 2020-2030 ผมว่าเทคโนโลยีมันจะไปไวมาก การใช้ชีวิต Life style และความเป็นอยู่ สังคม วัฒนธรรม สภาพแวดล้อม ผมว่ามันเปลี่ยนแปลงไวแน่ๆ และประกอบกับ ช่วง 2020-2030 เทียบกับวัยของผมเองแล้ว ก็จะเป็นช่วงอายุประมาณ 30-40 ฉะนั้น มันเลยจริงจังกว่าช่วงอายุก่อน 30 ซะอีก

เพราะอะไรนะเหรอ เพราะผมไม่เคยจริงจังกับชีวิตมาก่อนเลย แม้ว่าจะเจอบทความเยอะแยะมากมาย แนะนำว่าควรจะประสบความสำเร็จก่อนอายุ 30 ควรเก็บเงินล้านก่อนอายุ 30 ควรมีบ้าน มีรถ มีอะไรไม่รู้เต็มไปหมดก่อนอายุ 30 ทำไมต้องก่อน 30 มีหลัง 30 แล้วชีวิตไม่มีความสุขหรอ? ผมเคยถามตัวเอง เลยทำให้ไม่ชอบบทความแนวนี้ไปด้วย (จริงๆมันข้ออ้างตัวเองมากกว่า) ผมว่าอายุ 30 มันเป็นช่วงอายุที่สมเหตุสมผลในตัวมันเอง ถ้าเทียบกับอายุ 10ปี ก็เด็กไปยังวิ่งเล่นอยู่เลย 20ปี ก็ยังเรียนซะส่วนใหญ่ ยังไม่เจอชีวิตทำงาน แต่พอ 30ปี มันคือผ่านมาหมดแล้ว กำลังจะก้าวไปสู่ช่วงชีวิตวัยผู้ใหญ่เต็มตัว


Explorer’s compass
Photo by Heidi Fin / Unsplash

เริ่มต้นกำหนดเป้าหมายอีกครั้ง

อยากจะพัฒนาตัวเอง ทำอย่างไรดี?
สวัสดีครับพอดีว่าวันนี้พอจะมีเวลาได้พัก ได้นั่งทบทวนตัวเอง ก็เลยมานั่งเขียนบล็อคเล่น ทบทวนเป้าหมาย นั่งเช็คสิ่งที่ตัวเองตั้งใจไว้ต่างๆ และหนึ่งในนั้นก็คือการพัฒนาตัวเอง แต่ว่าการพัฒนาตัวเองนั้น…

ผมว่าเมื่อทุกคนรู้ข้อเสียตัวเอง รู้นิสัยตัวเอง มองเห็นสิ่งที่ต้องปรับปรุง สิ่งที่สามารถพัฒนาได้ เมื่อนั้น เราก็จะสามารถสร้างและกำหนดเป้าหมายของเราได้ครับ ส่วนเป้าหมายของผมหลักๆแล้วเป็นเรื่องการพัฒนาตัวเอง ปรับนิสัยและความคิดตัวเองครับ ซึ่งเป้าหมายมันก็เหมือนกับทฤษฎีการทำ Product ละกันเนอะ มีแบบ Must have และ Nice to have คือเป้าหมายหลัก ต้องมี กับเป้าหมายรอง มีก็ดี ไม่มีหรือทำไม่ได้ก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าทำได้ มันก็ mission completed ตัวเอง

🇺🇸 ฝึกภาษาอังกฤษ

ยังรู้สึกว่าภาษาอังกฤษของตัวเองต้องพัฒนาอีกเยอะ ยังไม่สามารถสื่อสารได้เท่าที่ควร บางครั้งก็ไม่มีโอกาสได้สื่อสาร การทำงานสาย Tech บางวันก็เจอแต่โค๊ด เลยคิดว่าอยากพัฒนาภาษาจริงๆจังๆ เมื่อช่วง 3-4 เดือนก่อน เคยลองทำ daily vlog ของตัวเอง (เคยเห็นในหนัง The Martian มั้งถ้าจำไม่ผิดที่บันทึกตัวเองในแต่ละวัน แล้วน่าสนใจดี) เลยเอามาลอง บันทึก Video พูดกับตัวเองแบบภาษาอังกฤษสั้นๆ 5-10นาที ต่อวัน ทำได้ 1-2อาทิตย์ แล้วรู้สึกว่า คือมันดีอะ ได้หัดพูด แต่ไม่รู้ว่า ตัวเองผูดผิด พูดถูก กลัวว่าประโยคไหนผิดแล้วมันจะจำสิ่งผิดๆไปตลอด เลยไม่ได้ทำต่อ และก็ไม่กล้าเอาลง Online แต่ว่าปีนี้ ว่าจะลองดูอีกครั้ง เดี๋ยวหาแรงจูงใจและแนวร่วมเพิ่มก่อน ฮ่าๆ

นอกจากนี้ก็เคยลองไปเว็บแลกเปลี่ยน Language Exchange หรือพวก interpals เป้าหมายเพื่อฝึกภาษา แต่คนส่วนใหญ่ที่มาเล่น มันไปในแนว Tinder ซะส่วนใหญ่ ทำให้ผมรู้สึกว่า จะหา partner ในการฝึกมันไม่เวริ์ค รวมถึง แรงจูงใจที่คนๆนึงจะมาช่วยเราฝึกภาษา เค้าได้อะไร? ทำไมต้องมาสอน มาฝึกเรา แล้วเราได้ฝึก เราตอบแทนอะไร? สุดท้าย ก็สมัครไว้ และไม่มีใครมาคุยเลย ฮ่าๆ คือผมลองทักทั้งหญิงทั้งชาย ผู้ชาย ก็ปฎิเสธบอกจะสอนเฉพาะสาวๆ ส่วนผู้หญิงถ้าคนที่เค้ามาเรียนรู้จริงๆจังๆ เค้าก็รับผู้หญิงด้วยกัน ไม่รับผู้ชายแปลกหน้า สรุปเราคุยกับใครเนี่ย ฮ่าๆ ก็เลยเลิกไป

ต่อมา ได้ลองไป Meetup พวก Language exchange มาบ้าง ที่ไทยยังไม่เคยไปแฮะ แต่เคยไปตอนไปเที่ยวเกาหลี และญี่ปุ่น ก็ดีนะ และคิดว่าปีนี้จะพยายามผลักดันตัวเองให้มากขึ้น อย่างแรกเลยคือต้องเอาความอายทิ้งไป ความกลัวทิ้งไป ไม่ต้องกลัว ไม่ต้องอายว่าเราไม่เก่ง พูดไม่เก่ง ไม่มีใครสนใจหรอก ทุกคนมาเพื่อพัฒนาตัวเองทั้งนั้น

หรือช่วงนึงตั้งแต่ปีก่อน ถึงกลางปีที่แล้ว ได้ลองเขียนบล็อกแบบภาษาอังกฤษลงบน Medium เอาจริงๆคือ grammar ไม่ค่อยถูกนะ เค้าอ่านพอเข้าใจได้ แต่มันก็อ่านแล้วขัดๆตานะ แต่ในฐานะคนเขียนและหัด writing ผมก็รู้สึกว่า ได้ฝึก แต่ผมก็ไม่แน่ใจอีกนั่นแหละ ว่าไอ้ที่เขียน ไอ้ที่เข้าใจนะ มันถูกต้องมั้ย และบางทีก็ไม่อยากให้สิ่งที่เราเขียนมันผิด คือจริงๆอยากจะลองหาคนช่วย proof นะ แล้วเดี๋ยวว่ากันใหม่ ว่าจะทำยังไงกับบล็อก ว่าจะเอามาลง Github แล้วทำเป็น Personal Blog แบบภาษาอังกฤษน่าจะดีกว่า หรือไม่ก็หาจ้างพวก Fiverr ดู (หรือใครรับแก้ writing ทักมาได้นะครับ แต่ถ้าแพงก็คงไม่ไหว ก็มั่วๆต่อไป ฮ่าๆ หรือแลกกันช่วยแก้ grammar ผมช่วยสอน programming วินวิน ฮ่าๆ)

Today I Learned ❤️Chai – Medium
Chai’s learning journey about Web development (Node.js + React), Lifestyle, Travel and Self Improvement.

♯ Coding is my life

ทำไมไม่รู้ ผมรู้สึกว่าผมหลงรักการเขียนโปรแกรมไปแล้ว จากที่ตอนแรก บอกตรงๆเลย ค่อนข้าง Anti เลยด้วยซ้ำ ย้อนกลับไปตอนเรียนและเข้าเรียน Com Eng ได้ ตอนเทอมแรกผมชอบมากนะ เข้าใจหมด ทำข้อสอบได้ มันมีแค่ปฎิบัติตอนทำ Lab และมีเครื่องให้ใช้ แต่พอเริ่มมีการบ้าน เริ่มต้องมา implement มากขึ้น เชื่อมั้ย ผมเรียนโดยไม่เคยรันโค๊ดที่บ้านเลย อ่านแค่ทฤษฎีบนกระดาษ และเอามารันในคาบเรียนเท่านั้น มันก็เริ่มกลายเป็นว่า ผมแอนตี้มันโดยไม่รู้ตัว ได้ coding แค่ตอนคาบเรียนจริงๆ และสุดท้ายได้มาจริงๆจังๆ อีกทีตอนฝึกงานและตอนทำโปรเจ็คจบ (ซื้อ Notebook เองเครื่องแรก) ช่วงทำโปรเจ็ค บางครั้งก็ท้อนะ และรู้สึกว่าจบไปจะไม่ทำด้านนี้แน่ๆ ทำไมไม่จ้างทำหว่า? จบไปแล้วจะไปลองคัดตัวนักบอลดูซะหน่อย ช่วงนั้นไทยลีคเริ่มบูม และทีมหลายๆทีมยังเปิดให้คัดตัวได้ ยังไม่มีอะคาเดมี แค่หิ้วสตั๊ดไปขอซ้อม ถ้าโชคดีก็ได้เซ็น ยิ่งถ้าเป็นต่างชาติ บางคนฝีมือไม่ได้ดีเท่าไหร่ กลับถูกมองว่าดีกว่าคนไทยซะงั้น ช่วงนั้นเอเยนต์ต่างชาติผิวสีพาคนไปคัดตัวตาม ด.2 ภูมิภาคเพียบ

แต่เมื่อทำโปรเจ็คจบเสร็จ และได้ค้นพบว่า จริงๆแล้ว ถ้าเราตั้งใจจริงๆ หรืออยู่กับมันจริงๆ ก็ทำได้นี่นา ผมทำโปรเจ็คจบได้ด้วยตัวเอง เป็นอีกจุดหนึ่งเริ่มต้นที่ผมคิดว่า เออ เราเองถ้าตั้งใจทำก็ทำได้นี่นา

พอมาทำงาน ด้วยเกรดที่ห่วยมากๆ ไปสัมภาษณ์ที่ไหน ก็มีแต่ดูถูกไม่อยากรับ แน่แหละ เราจบมาแบบห่วยจริงๆ เรียกได้ว่า อยู่ในกลุ่มไม่มีคุณภาพเลยแหละ อันนี้ยอมรับ สิ่งที่ผมทำคือ ไม่ใช่การยอมแพ้ ยอมคนดูถูก กลับกัน ผมกลับคิดว่าที่บริษัทไม่รับเรา เพราะเราไม่มีความสามารถ เราผิดไม่ใช่บริษัทผิด ฉะนั้นก็ต้องแก้ไขที่ตัวเองซิ นับแต่นั้นมา ผมเข้า Se-ed ซื้อหนังสือคอมมา ลองอ่านไปเรื่อยๆ (หนังสือไทยแหละ) มาหาอ่านจาก Internet บ้าง เริ่มจากไทย และก็ค่อยๆ หัดอ่านภาษาอังกฤษ ทีละนิดๆ จนมาก้าวกระโดดสุดๆ ผมว่าช่วงทำงาน ปี 1-2 ปีแหละ พอมันคลิ๊กนู้น นี่นั่น จับต้นชนปลายถูก ทีนี้แหละ เหมือนติดปีก เราสามารถไปต่อได้เรื่อยๆเลย

เอาละพูดถึงตัวเองไปเยอะละ เข้าเรื่องดีกว่า เป้าหมายปีนี้ ก็ยัง Code เหมือนเดิม เพิ่มเติมคือนำมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ในเชิง Business ให้ได้ เรียกได้ว่า นำความรู้มาต่อยอดสร้างรายได้ให้ตัวเองนั่นแหละ หวังเริ่มจาก Side Project เล็กๆ ก่อน แต่ก่อนหน้านี้ผมก็เริ่มจาก Side Project แหละ ทำขำๆ เน้นฝึก Skill แต่ปีนี้ เราไปอีก Step ไง คือฝึกสกิลแล้ว ก็ฝึกทำ Marketing ฝึก Business ไปด้วยเลยซิ เพราะโปรดักที่ดี คือโปรดักที่มีคนใช้งาน ถ้าเรามัวแต่โค๊ด เพอเฟ็ค แต่ขายไม่ได้ ก็ไม่มีค่าเลย สุดท้ายก็ต้องดูปัจจัยหลายๆอย่าง บางโปรดักไม่จำเป็นต้องเพอเฟ็ค ตอบโจทย์ลูกค้า ก็ได้ ฉะนั้น โจทย์ใน Goal นี้คือ นำ Coding skill ของเรา มาสร้างมูลค่าเป็นโปรดักให้ได้ (ไม่นับการสอนหรือการบล็อกนะ เป็นอีกหนึ่งช่องทางดีกว่า)

🤐 หัดคุยกับคนอื่นบ้าง

ข้อนี้จริงๆแล้ว คือพยายามคุย ฝึกพูดให้มากขึ้น พอเราทำงานด้านนี้ ประกอบกับนิสัยจริงๆคือเราเป็นคนเงียบๆไม่ค่อยพูด (ถ้าไม่ใช่เพื่อนสนิท) มันเลยกลายเป็นว่าคุยกับคอมเท่านั้น เป้าหมายคือ ผมจะพยายามลองไป Meetup ทั้งสาย Tech และสายทั่วๆไป รวมถึงงาน Event หรืออะไรก็ตาม ที่มันเปิดโอกาสให้เราได้ Connection ได้พบเพื่อนใหม่ ได้คุย คือได้ประโยชน์สองเด้งเลย คือ Connection และ ฝึกการพูด

จะเห็นได้ว่า ผมเริ่มจากหัดลองทำวิดีโอสอนทำเว็บลง Youtube และมีคอร์สออนไลน์ มันทำให้ผมได้ฝึก และพัฒนาทักษะการพูดมากขึ้น แต่เมื่อย้อนกลับไปดูตัวเอง ผมพบว่ามันยังพัฒนาได้อีก เลยเป็นที่มาว่าปีนี้ อยากจะฝึกพูดกับคนอื่น (ให้รู้เรื่องด้วยนะ ไม่ใช่พูดไม่รู้เรื่อง)

จริงๆมันเรียกรวมๆ คือ Soft skill ละกัน ก็คืออยากเพิ่มด้านนี้ และอีกส่วนคืออยากจะลองไปเป็น Speaker งาน Meetup เล็กๆ ดูบ้าง เคยเป็นมาบ้างแล้ว แต่คิดว่าไม่ดีพอ (แต่มันก็ย้อนแย้งกับตัวเองในบ้างครั้งนะ บางอารมณ์ผมอยากโฟกัสทำอะไรเงียบๆคนเดียว ไม่อยากไป Meetup บางอารมณ์ก็อยากไปเป็น Speaker ก็บอกไม่ถูก ฮ่าๆ)

⚽️ เล่นฟุตบอลหรือไม่ก็ Freestyle

ข้อนี้เป็นหนึ่งในเป้าหมายที่ผมทำเมื่อปีที่แล้ว คือได้กลับไปเตะฟุตบอลอีกครั้ง แบบจริงๆจังๆ มีแข่งทุกสัปดาห์ มีซ้อม 1-2วัน รวมๆ 3 นัดต่อสัปดาห์ ซึ่งก็ดี แต่ยังรู้สึกว่าแรงเรายังไม่มี ไม่เหมือนสมัยเป็นนักบอลโรงเรียน หรือตอนมหาวิทยาลัย ก็เลยรู้สึก เราควรเพิ่มแรงกว่านี้ (แต่ก็คิด อาจจะเพราะอายุก็ได้ ไม่เหมือนสมัย 20 ต้นๆแล้ว แต่ยังพร้ิวเหมือนเดิมนะ ฮ่าๆ)

ต่อมารู้สึกเล่นไปได้แค่ครึ่งปีแรกเอง ช่วงหลังๆติดงานบ้าง ไปเที่ยวบ้าง แล้วพอจะกลับมาเตะ ก็ดันเจ็บหลังพักยาวเลย ทีนี้ปีนี้ก็วางแผนไว้ว่าจะกลับไปเตะบอลอีกครั้ง แบบจริงๆจังๆเลยแหละ และถ้าสุดท้ายแล้ว เล่นบอล 7คน บอล 11คน และวิ่งไม่ไหวแล้ว ก็จะลองไปเอาดีทางด้าน Freestyle แบบจริงๆจังๆเลยนะ ไม่เคยลองเล่นแบบ Freestyle football นะ แต่เห็นแล้วชอบ แล้วเรารู้สึกว่าปกติ ก็เดาะบอล มีเบสิคอยู่แล้ว จะไปเล่น Freestyle มันไม่ยากเลย แค่ต้องซ้อม

ปีนี้ ปักธงไว้เลยว่า พร้อมเคาะสนิมแน่นอน เจอกันที่สนามฟุตบอลใกล้บ้านท่าน ผ่าม ~

🚑 สุขภาพต้องมาก่อน

ปีนี้เริ่มมาโฟกัสที่สุขภาพตัวเองมากขึ้น พออายุขึ้นเลข 3 ตอนนี้จะมาคิดแบบ 20ไม่ได้แล้ว บางครั้งเราคิดว่าตัวเองแข็งแรง แต่จริงๆแล้ว ร่างกายเราไม่ได้เป็นแบบที่คิด และยิ่งเริ่มทำงานมากขึ้น เวลาออกกำลังกายหรือดูแลสุขภาพก็น้อยลงไปด้วย ฉะนั้นเป้าหมายปีนี้คือ ต้องกลับมาฟิตอีกครั้ง หลังจากเริ่มปล่อยตัวช่วงปีที่แล้วเยอะไปนิด กินๆ นอนๆ ชาบู ชานมไข่มุก ของหวาน เต็มไปหมด น้ำหนักและพุงขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด ฮ่าๆ

รวมถึงสายตา จริงๆแล้วต้องทำงานหน้าจอทุกคน ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่จะพยายามใส่แว่นทุกครั้ง ไม่ค่อยชอบใส่เท่าไหร่ สั้น 200 ได้มั้ง จำไม่ได้ และรู้สึกหลังๆ แว่นเดิมเริ่มไม่ชัด และก็มีอาการเอียงๆ แต่ยังไม่ได้ไปตัดหรือวัดใหม่ ปีนี้ก็จะมาตระหนักเรื่องสายตาตัวเองมากขึ้นละ

ส่วนปัญหาปวดหัว พบว่าพักหลังๆ ปวดหัวบ่อยขึ้น บางช่วง น่าจะกลางๆปี ปวดหัวตอนตื่นนอน เกือบทุกเช้า คิดว่าน่าจะเป็นเพราะช่วงนั้น ทั้งงาน ทั้งปัญหาอื่นๆ จนทำให้เครียดไปด้วย สุดท้ายก็หายไปเอง ไม่ได้หาหมออีกเช่นเดิม

ต่อมาอาการปวดหลัง ไม่แน่ใจว่าเกิดจากการนั่งทำงานที่ผิดที่เป็นเวลานานๆหรือเปล่า เพราะช่วง 4-5เดือน ก่อนที่จะมีอาการปวดจี๊ดที่หลัง และเดินหรือนั่งไม่ได้เลย ผมนั่งทำงาน แบบไม่มีโต๊ะ มี Macbook ตัวเดียว บางทีนั่งก้มทำงาน บางทีตั้งไว้บนที่นอน แล้วนอนโค๊ด แบบคว่ำหน้าบ้าง แบบนอนหงาย แล้วเอาไว้บนพุงบ้าง คือมันผิดท่าอะ แล้วคิดดูวันวันนึง อยู่หน้าจอ 10ชั่วโมงขึ้นไป พอมาคิดผมว่าก็น่าจะมีส่วนไม่น้อย แม้ว่าจะยังไม่ได้ไปหาหมอดูอาการ ฮ่าๆ

💰 วางแผนการเงินซะที

เชื่อมั้ยผมไม่เคยวางแผนการเงินเลย อาจจะมีบ้าง วางแผนไว้ แต่ล่มทุกที ไม่เคยเกิน 3 เดือนอะ ไม่ว่าจะเป็นทำรายรับ รายจ่าย ทำทีนึง ได้ประมาณ 1 อาทิตย์ แล้วก็ขี้เกียจ กลับมาทำใหม่ แล้วหาย วนอย่างงี้ แล้วก็จัดสรร แบ่งเงิน เป็นหมวดหมู่ก็ทำได้ ตอนช่วงแรกๆ กับตอนที่เงินเริ่มจะหมด แต่พอช่วงที่มัน stable ไม่ขัดสน ก็ลำพองใจ เอาเงินมาใช้ทุกที แล้วก็กลับวนไปอีก พอเงินเก็บเอามาใช้ ไม่ทำตามแผน ก็ต้องมาปวดหัว วางแผนการเงินอีก ซึ่งปัญหานี้จริงๆ มันคือวินัยในการบริหารจัดการ บางทีรู้ว่าเงินเก็บ แต่พอเก็บมากๆ ความโลภหรือความอยากมันมีไง เอ้ยซื้อนี้ดีกว่า ค่อยเก็บใหม่ ฮ่าๆ คือมันเป็นเหมือนกับว่าเรารู้ว่าหาเงินยังไง มันก็เลยกลายเป็นว่ายิ่งได้มาก ยิ่งใช้มาก เพราะใช้ไปยังไงก็หามาใหม่ได้ ก็เลยติดนิสัยนี้โดยไม่รู้ตัว สุดท้าย ก็วนลูปไป

ปีนี้ ก็หวังว่าจะเป็นวูปสุดท้ายนะ ฮ่าๆ เก็บก็คือเก็บ ส่วนไหนใช้จ่ายจิปาถะก็ใช้ ใช้เที่ยวก็ใช้ ใช้ลงทุน ก็ต้องบริหาร และมีวินัยจริงๆจังๆซะที ที่เคยวางแผนไว้ แต่ข้อผิดพลาดเพราะวินัยไม่ดีล้วนๆ

  • เงินออม - ต้องออมจริงๆ ใช้เฉพาะจำเป็นจริงๆ (เมื่อก่อน อะไรก็จำเป็นไม่หมด ฮ่าๆ)
  • Cost of Living - เงินค่าที่พัก + ค่ากิน ทุกๆเดือน Fixed ไว้ ถ้าเหลือเป็นจิปาถะไป แต่ถ้าเกินก็หักออกจากจิปาถะ เดือนนั้นหรือปีนั้นก็อดเที่ยว อดกินหรูไป
  • ลงทุน - ส่วนนี้ LTF หรือหุ้น หรือ Crypto แล้วแต่สะดวก เป้าหมายคือทำให้มันมีมูลค่างอกเงย มากกว่าเงินออม
  • ของฟุ่มเฟือย - ส่วนนี้เหมารวมสิ่งที่ต้องผ่อน จากบัตรเครดิต ใช้หนี้ต่างๆ เป็น Fixed ไว้โดยห้ามเกินเด็ดขาด ถ้าเกิน ต้องรอผ่อนหมด หรือเคลียร์หนี้หมด ห้ามสร้างหนี้ซ้อน
  • Recurring - ข้อนี้ผมไม่รู้จะเรียกว่าอะไรดี เป็นคล้ายๆเอาไว้พัฒนาตัวเอง + พวกบริการ online/offline ต่างๆ ที่มันเสียรายเดือน ผมรวมไว้ข้อนี้หมด ไม่ว่าจะเป็น พวก Platform เรียนรู้ / software ที่ผมใช้ทำงาน / software อื่นๆ รวมถึงค่าโทรศัพท์ / internet (แต่ค่าไฟ รวมค่าห้องไปแฮะ ก็งงกะตัวเอง) ผมรวมไปในนี้หมด Fixed ไว้เหมือนเดิม ห้ามเกิน
  • จิปาถะ - เงินอิสระ จะเอาไปทำอะไรก็ทำ ซื้อความสุขให้ตัวเอง ไม่ใช่เครียดทำงานหมด แบ่งเวลาว่างบ้าง เอาไปซื้อเกม เอาไปท่องเที่ยว กินหรูบ้าง พวกนี้ นับหมด
  • Pocket Money - ส่วนนี้เป็นเงินหมุนเวียนละกัน เป็นเงินเก็บแหละ แต่ไม่ใช่เงินเย็น เป็นเงินร้อน เผื่อเอาไว้ใช้จ่ายจำเป็น หรือเงินหมุนเวียนในการใช้ชีวิต อาจจะแบ่งออกมาเดือนละเท่านี้ๆ กรณีไป เป็นต้น

ก็ดูว่าของปีนี้จะเป็นยังไง ซึ่งแผนนี้มันก็ไม่ใหม่ ทำมาหลายรอบแล้ว เอาหลายๆ แนวคิดมาปรับใช้เป็นแบบฉบับที่ตรงกับเรา แล้วก็ทำๆหยุดๆ จนเบื่ออะ ก็ดูว่ารอบนี้จะเป็นไง

ซึ่งถ้าใครสนใจวางแผนการเงิน แนะนำอ่านบทความด้านล่างนี้ได้เลยครับ เขียนไว้ดีมาก แต่ละคนก็เอาไปปรับใช้ตามแบบฉบับตัวเองนะครับ

เปลี่ยนวินัยการใช้เงินด้วยทฤษฎีระดับโลก Six jars
เปลี่ยนวินัยการใช้เงินด้วยทฤษฎีระดับโลก Six jars. เนื่องจากเราได้มีโอกาสศึกษาทฤษฎีนี้จากคนอื่นโดยบังเอิญ จึงลองนำกลับมาปรับใช้กับตัวเองดูทำให้ mindset….

🎹 หัดเล่นเปียโน

คือจริงๆมันถือเป็นเป้าหมายรองๆละกัน เพื่อสนอง need ตัวเองล้วนๆ ไม่ได้เพิ่มคุณค่า หรือช่วยส่งเสริมการทำงานเท่าไหร่ เรียกว่าเป็นงานอดิเรกมากกว่า เป้าหมายคือ อยากลองหัดเล่นเปียโน (เคยลองไป 1 เดือน แบบเรียนครั้งละ 1ชั่วโมง 4ครั้ง แล้วไม่มีเปียโนฝึก อาทิตย์ใหม่ก็ลืม)

คือผมหัดเล่นกีตาร์มาตั้งแต่สมัยมัธยม ก็เล่นแบบบ้านๆไม่ได้รู้ทฤษฎี ตีคอร์ดได้ แล้วก็มาลองเล่นมั่วๆเอาเอง ไม่รู้ทฤษฎีดนตรี ไม่รู้โน้ตอะไรเลย แต่พอช่วงหลังๆ เริ่มลองแกะเพลง เรียบเรียงแนว Fingerstyle แล้วรู้สึกสนุกดีแฮะ เหมือนมันมี pattern ของมัน และผมก็แกะเป็นคีย์ C มั้ง คือเริ่มจาก C แล้วพอ melody อื่นๆ ผมก็อาศัยฮำๆ ไปตามคอร์ด ก็กลายเป็นเพลง (เข้าใจว่าถ้ารู้และเข้าใจทฤษฎีน่าจะไปต่อยอดได้มากกว่านี้)

แล้วส่วนที่ทำให้อยากหัดเปียโนคือ มันจะมีบางเพลงที่เรารู้สึกว่าถ้าเป็นเวอร์ชั่นเปียโน มันน่าจะให้อารมณ์อีกแบบ หรือแปลงจากเพลง Pop มาเป็นเวอร์ชั่นเปียโนก็เพราะดี และรู้สึกว่า Mood ตอนฟังเปียโน มันให้ความรู้สึกอีกแบบ เอาไว้สลับเปลี่ยนกับการเล่นกีตาร์ ก็เลยเป็นที่มาว่าทำไมอยากหัด แล้วเดี๋ยวมาดูสรุปปลายปี ว่า goal นี้เป็นไง ทำจริงๆ หรือแค่ตั้งขำๆ ฮ่าๆ (คือมันเป็นเรื่องรอง ถ้าดูแนวโน้ม เวลา และความสำคัญ ถ้ามีอยางอื่นจำเป็นกว่า ก็ต้องทำสิ่งจำเป็นก่อน)

🎬 ทำคลิปสอนลง Youtube

อันนี้เป็นหนึ่งในเป้าหมายที่ผมจะทำในปีนี้เลย คือผมอยากลองทำคลิปวิดีโอสอนลง Youtube โดยสอนเกี่ยวกับทำเว็บไซต์ และพวก Web Development โดยเมื่อก่อนผมเขียนแค่บล็อกลงบนเว็บ https://devahoy.com และก็เริ่มมามีคอร์สสอนออนไลน์ 2 คอร์ส โดยเสียตังเรียน Online และมีสอน Offline บ้างนานๆที

จริงๆแล้ว ตัวผม ผมไม่ได้ชอบสอนเท่าไหร่ แต่แค่อยากฝึกตัวเอง และอยากพัฒนาตัวเอง เลยคิดว่าเป็นอีกหนึ่งแนวทางที่ทำให้ตัวผมเองเก่งขึ้น ก็ถือว่าได้ประโยชน์ทั้งผมเอง และคนเรียนนะครับ

เป้าหมายที่อยากทำ Youtube คือ อยากลงคอร์สแบบฟรีเลยอะครับ ให้เข้าถึงได้กับทุกคน เป็นอีกหนึ่งช่องทางครับ หลังจากเขียนบล็อกมาซักระยะ หลายปี พบว่าครึ่งๆ คือชอบอ่านบทความ และอีกครึ่งขอบแบบเป็นวิดีโอ ฉะนั้นเลยเกิดความคิด ไหนๆเราก็มีบทความฟรี บทบล็อกแล้ว ก็ทำอีกเวอร์ชั่นเป็นวิดีโอซะเลยซิ

ส่วนถ้าทำฟรีหมดแล้ว คอร์ส Online ที่ทำขายจะทำไง? จริงๆแล้วผมว่ามันเป็นเรื่องของ Business ละครับ ถ้าผมอยากหารายได้ เพื่อความอยู่รอด ผมอาจจะแบ่ง basic สอนฟรี ส่วน advanced มาลงคอร์ส หรือฟรีหมด แต่ถ้าเสียตัง ก็เป็นคอร์สสอนสด อะไรก็ว่าไป หรือผมอาจจะหา Sponsor มาซัพพอร์ต คอร์ส Online ทั้งหมดก็อาจจะฟรี ไม่ต้องเสียตังก็ได้ อันนี้ก็ค่อยว่ากันครับ เป็นอีกหนึ่ง Topic ไปว่าจะทำยังไงกับบล็อกผม

✍️ เขียน เขียน แล้วก็เขียน

เป็นอีกหนึ่งเป้าหมายเล็กๆ ที่ผมตั้งใจว่าจะลองทำ คือเขียนบล็อกให้มากขึ้นกว่าเดิม เมื่อก่อนผมเขียนที่ Devahoy ก็จะเป็นบล็อกเฉพาะทาง มีแต่ Technical และแต่ละโพสก็ใช้เวลาค่อนข้างมาก เพราะต้องทบทวน เรียบเรียง ลองผิด ลองถูก แต่ถ้าเป็นบล็อกทั่วๆไป Life Style ที่เคยเขียนไว้ใน Medium บางส่วน มันเขียนไม่ยาก และใช้เวลาน้อยกว่ามาก

ก็เลยเกิดเป็นที่มาถึงเป้าหมาย รวมถึงพอย้ายเว็บมาทำใหม่ เป็นเว็บนี้ แล้วรู้สึกว่ามันก็ไม่ได้เขียนยาก และไม่ต่างจาก Medium (ไม่จำเป็นต้อง Geek แล้ว ไม่ต้องเขียน Code) ก็เลยคิดว่าน่าจะ push ตัวเองให้เขียนบล็อกมากขึ้น

และบล็อก Life Style / Travel อาจจะมี Tech บ้างมาเกี่ยวข้อง คือจะพยายามเน้นเนื้อหา Tech แต่ต้องให้คนที่ไม่ใช่สาย Tech อ่านเข้าใจด้วย นั้นแหละถึงจะบรรลุเป้าหมายจริงๆ ไม่ใช่ Coding เลย (เพื่อนบางคนเห็นผมเขียนก็ชอบแชร์ บอกไม่เข้าใจหรอก แต่อยากช่วย ทีนี้พอเป็นบล็อกเรื่องทั่วๆไป อย่าลืมช่วยแชร์อีกนะ ฮ่าๆ)

ผมมองว่าการเขียนบล็อก มันเหมือนเป็น Habit ให้เรามีระเบียบวินัย หรือสร้างนิสัยอะไรซักอย่างหนึ่ง ข้อดีคือทำให้เราได้เรียบเรียงความคิด ได้ย้อนกลับไปทบทวน ยิ่งเป็นบล็อกทั่วๆไปอย่างบทความนี้ บางทียังให้ข้อคิด แง่คิดตัวผมเองเลย ขนาดเขียนเรื่องตัวเอง หรือบางทีไปอ่านบทความตัวเอง ที่เคยเขียนไว้ ความคิดของตัวเอง ณ ช่วงเวลา หนึ่งๆ ก็สนุกดีไม่น้อย

Seth’s Blog
Seth Godin’s Blog on marketing, tribes and respect
บล็อกของ Seth เป็นหนึ่งในบล็อกที่คนพูดถึงเยอะมาก

🏖Family Trip

ถ้าญาติๆหรือใครในบ้านมาอ่าน อย่าเพิ่งบอกคนอื่นเน้อ ฮ่าๆ เอาไว้ Surprise ละกัน

ข้อนี้เป็นอีกหนึ่ง Goal ที่ผมตั้งไว้ คือ ผมได้ไปเที่ยวคนเดียว หลายทริปละ เมื่อปีที่ผ่านมา 1 ในนั้นคือ ด้านล่างนี้ (ส่วนที่เหลือ ผมยังไม่มีเวลาเขียนเลย ดองไว้ข้ามปีแล้วเนี่ย จะพยายามเขียนให้ได้)

รีวิวเที่ยวญีปุ่นคนเดียว 15วัน ฉบับย่อแล้ว
สวัสดีครับเพิ่งกลับมาจากญี่ปุ่น วันนี้ก็เลยจะมาเขียนรีวิวทริปเที่ยวญี่ปุ่น 15วันแบบคนเดียวมาฝากกัน…

แต่ปีที่แล้ว ก็มีไปมาเลเซียกับ น้องสาว 2 คน และพ่อ รวมผม เป็น 4คน แต่ผมไม่ได้ออกค่าใช้จ่ายเลย สบาย ฮ่าๆ

ผมรู้สึกว่า เหมือนได้ลองใช้ชีวิตคนเดียว และสนุกคนเดียว บางครั้งอยากแชร์ให้คนอื่นๆ พี่น้อง พ่อ แม่ ญาติๆ แต่ถ้าผมชวนกันไปหมด คือ เอาจริงๆ ผมก็แบกรับค่าใช้จ่ายทั้งหมดไม่ไหวอะ แต่ก็อยากให้ทุกๆคนได้ไปเที่ยว

ฉะนั้น นี้จึงเป็นหนึ่งใน goal ที่ค่อนข้างยากทีเดียว คือมันได้ความสุข และถือว่ามันก็กึ่งๆ เป็นรายจ่ายที่ไม่จำเป็น แต่ๆ อย่างน้อย ก็ซักครั้งละกัน ถ้าทำได้ จะเอามาแชร์ครับ ถ้าไม่ได้ ก็เที่ยวในประเทศก่อนละกันเนอะ หรือถ้าไม่ได้จริงๆ ตั้งแคมป์ ปิ้งย่างกัน หน้าบ้านละกันเนอะ ฮ่าๆ

🎁 Volunteer

ข้อนี้เป็นอีกหนึ่งเป้าหมายที่ผมอยากจะทำ ผมมาคิดๆแล้ว เป้าหมายส่วนใหญ่มีแต่ทำเพื่อตัวเอง และในเมื่อหลายๆอย่างเมื่อเราได้เป้าหมายของตัวเองแล้ว ทำไมเราไม่ทำเพื่อคนอื่นบ้างละ ผมไม่ได้รวย ไม่ได้มีเงิน เงินเก็บหรือใช้จ่ายยังแทบไม่มี แต่ถ้าถึงจุดๆที่มันสามารถแบ่งปันได้ ก็รู้สึกว่าอยากทำอะไรเพื่อคนอื่นจริงๆ โดยไม่หวังผลตอบแทนเหมือนกัน

เป้าหมายนี้ผมเลยเป็นการอยากลองทำอาสา อะไรซักอย่าง ไม่ใช่อาสา แต่คือทำอะไรก็ได้ ที่มันได้ช่วยเหลือคนอื่น ไม่จำเป็นต้องเกี่ยวกับการสอนโปรแกรม (จริงๆผมก็มีสอนโปรแกรมฟรีเหมือนกันนะ สอบถามมาได้ครับ)

และก็มีหลายๆงาน มีเพื่อนๆ พี่ๆ ช่วยให้ทำงาน ส่งลูกค้า แล้วก็หายจ้อย อันนี้ไม่นับเข้าข่ายนี้นะครับ ฮ่าๆ แต่ถ้าคุณลูกค้าไม่มีอันจะกิน อันนี้ไม่ว่ากัน

ที่ผมเคยทำมากสุดก็แค่ บริจาคเสื้อผ้า หรือว่าอุปกรณ์กีฬา ให้กับโรงเรียน โดยผ่านคนกลาง แต่ก็มีอีกเยอะที่ยังขาดโอกาส ตัวผมเองไม่สามารถทำอะไรได้ทุกอย่าง แต่อย่างน้อยช่วยบางคน และคนเหล่านั้นสามารถไปช่วยคนอื่นๆต่อ หรือเกิดแรงกระตุ้น แรงผลักดันอะไรซักอย่าง ผมเชื่อว่า สังคมมันจะน่าอยู่มากกว่านี้ คือความคิดนี้ผมอยากทำตลอดแหละ แต่ติดปัญหาตัวเอง คือขี้เกียจล้วนๆ บางครั้งก็ไม่อยากเดินทาง กลัวตัวเองลำบาก อะไรพวกนี้

แต่เมื่อหลายวันก่อน ผมได้เห็นคนที่เค้าไม่มีเสื้อผ้ากันหนาวใส่ หรือรองเท้าดีๆใส่ เวลาที่เค้าได้รับ แววตาของเค้ามันมีความสุขจริงๆนะ ซึ่งสิ่งนี้ผมคิดว่า  การได้เห็นคนๆหนึ่ง ได้มีช่วงเวลา หรือมีความสุข มันตีเป็นเงินทองไม่ได้อะครับ มันเป็นความสุขอย่างหนึ่งเช่นกัน (และถ้าใครผ่านมาอ่าน เคยทำพวกนี้แนะนำผมได้นะครับ) จริงๆ แล้วมันเป็นเรื่องของนิสัยส่วนตัวผมเองด้วย ที่ไม่ชอบพูด ไม่ชอบแสดงออก และไม่ค่อยกล้าแสดงออก ทำให้บางทีมีกิจกรรม ผมจะเอาตัวเองไปที่ๆนั้นๆ ก็ยากอยู่ แต่ตอนนี้จะลองพยายามอีกทีครับ)

❤️ เป้าหมายด้านความรัก

จริงๆ ไม่มีเป้าหมายเรื่องนี้เลย แต่ไหนๆ เห็นมีเป้าหมายในหลายๆด้านละ ก็ขอเขียนเรื่องนี้ด้วยดีกว่า ประกอบกับช่วงนี้เพื่อนๆ คุย Topic นี้กันเยอะมาก ทั้งด้านดีและไม่ดี

คือเอาจริงๆตอนนี้ผมรู้สึกว่า อาจจะเสพติดการใช้ชีวิตคนเดียว และกลัวการมีคู่ไปแล้วอะครับ คือมันยังดีละ บอกไม่ถูก คือมันมีความคิดที่ว่า มีแฟนหรือมีคู่ มันจะดีกว่าตอนนี้ยังไง? และมันช่วยผมยังไง? และอีกอย่าง ตอนนี้รู้สึกอยากโฟกัสกับตัวเอง มีเป้าหมายที่ต้องทำ เลยทำให้เรื่องความรักนี้บอกตรงๆ คือแทบไม่ได้คิดในแต่ละวันเลยอะ วันๆนึงผม ตื่นมา ดู Task อ่านเมล์ อ่านบล็อก ทำงาน เช็คเมล์ เขียนบล็อก แพลน task ดูบอลบ้าง ถ้ามีบอลเตะ วนๆอยู่อย่างงี้

มีช่วงนึง ปีที่แล้ว ผมลองโหลด Tinder มาลองนะ ฮ่าๆ แต่ผมรู้สึกว่า คือมันไม่มีเป้าหมายอะ เราอยากหาคู่ หรอ ก็ไม่ใช่ และรู้สึกว่าภาพลักษณ์มันเป็นด้านลบแฮะ

ส่วนถ้าถามว่าผมอยากมีคู่มั้ย ส่วนลึกๆ มันก็อยากมีแหละ แต่แค่เรื่องอื่นมันสำคัญกว่า อันนี้จะมีไม่มี มันก็ไม่ได้ทำให้ผมดีใจหรือเสียใจอะ (แต่ที่บ้านคงดีใจ ฮ่าๆ) ส่วนตัวผมอาจจะเป็นคนสเป็คสูงมากๆ ด้วย ทั้งหน้าตา และนิสัยด้วยนะ (โดยไม่ดูเบ้าหน้าตัวเองเลย 🤦‍♂️) ผมไม่ได้มองว่าตัวเองเป็นคนดี แต่คนที่เข้ามาต้องมีนิสัย มีความคิด Mindset และการใช้ชีวิตที่เข้ากันได้กับตัวผมเอง

แต่คำถามผมมักถามตัวเอง มีแฟนหรือมีความรักเพื่ออะไรนะ? มีแฟนเพื่อมีคู่ไปทานข้าว ไปเดินดูหนัง ช็อปปิ้งหรือ คนเดียวเราก็ทำได้นี่หว่า? ถ้าในอุดมคติคือ อยากได้คนที่ไม่จำเป็นต้องแบบมุ๊งมิ๊ง ฟรุ๊งฟริ๊ง คือตัดทิ้งไปเลย ผมอยากได้คนที่แบบ มีความคิด มีเป้าหมาย ทำอะไรจริงๆจังๆ และนิสัยและ Mindset คล้ายๆกัน (จริงๆ เรื่อง Mindset ผมว่ามันดูไม่ยากเลยนะ เวลาคุยมันจะรู้เลย ใครมีพลัง ที่ออกมาจากการพูด)

สุดท้าย ปีนี้ไม่มีเป้าหมายด้านนี้จริงๆ ขอทำด้านอื่นๆให้ดีก่อน และให้ตัวผมเองดีขึ้น ดูแลตัวเองได้ รู้จักตัวเองมากขึ้น ใช้ชีวิตและเข้าใจตัวเองมากขึ้น เมื่อนั้นถ้าผมพร้อม ถึงอยากจะดูแลคนอื่นซะที (แต่ใครจะไปรู้ อะไรคือพร้อม? อะไรก็เกิดขึ้นได้ ถ้ามีปาปริก้า! หรือพร้อมแต่ไม่มีคนอยากให้ดูแลก็ได้ ฮ่าๆ )

🎯เลือกทำเป้าหมายที่ใช่

จะเห็นได้จากรายการด้านบน ว่าผมมีเป้าหมายเต็มไปหมดเลย มีทั้งเป้าหมายหลัก และเป้าหมายรอง ฉะนั้นเป้าหมายของเป้าหมายนี้อาจจะ Inception ซักนิด คือทำยังไงกับเป้าหมายที่กล่าวมาก็ได้ ให้สำเร็จโดยเลือกเป้าหมายที่ใช่ ในเวลาที่ใช่ หรือเลือกจากความสำคัญก่อน ถ้าทำเป้าหมายนี้ได้ เป้าหมายอื่นๆก็ทำได้เช่นกันครับ หัวใจของ goal นี้ คือ ลำดับความสำคัญและเลือกทำทีละอย่าง


สรุป

เขียนไปเขียนมายาวซะงั้น ก็หวังว่าปีนี้ 2020 จะเป็นปีที่ดีสำหรับทุกๆคน ใครคิดอะไร วางแผนอะไรไว้ ขอให้ทำเสร็จลุล่วงนะครับ สิ่งสำคัญคือ ระเบียบวินัยและการวางแผนที่ดี ของตัวเราเอง (พูดให้ตัวเองฟังรอบที่ 108 แล้ว) ไม่ต้องขอพรหรอก เริ่มต้นจากเปลี่ยนตัวเองก่อน

สุดท้าย ท้ายสุด สำหรับใครผ่านไปผ่านมา หรือหลงเข้ามาอ่านบล็อกนี้ทั้งตั้งใจ และไม่ตั้งใจ อยากแชร์ พูดคุยแลกเปลี่ยนกัน สามารถคุยได้ผ่าน comment หรือ ฝากติดตามบล็อกและเพจของผมด้วยนะครับ  (จริงๆย้ายบางส่วนที่เขียนเรื่องเล่นๆ ไว้ใน Medium มานี่) ส่วนบล็อคเกี่ยวกับ Web Development เชิญที่ https://devahoy.com

https://facebook.com/indyROVER

Posted by Indy R O V E R on Monday, December 23, 2019

Chai Phonbopit

เป็นนักพัฒนาซอฟแวร์ เวลาว่างนอกจาก Coding ก็จะเขียนบล็อกเกี่ยวกับสอนทำเว็บไซต์ สอน Programming ที่ devahoy.com ชื่นชอบการพัฒนาตัวเองและเชื่อว่าการสอนเป็นหนึ่งในวิธีการเรียนรู้ที่ดีที่สุด ❤️🎒🍣🎸⚽️

แสดงความคิดเห็น