#119 - เรียนจบมาทำอะไรดี

29 Apr 2020 LifestylePersonal

You’ve got your work cut out for you.
Photo by Hans-Peter Gauster / Unsplash

พอดีเมื่อวานเขียนเกี่ยวกับเรื่องของแผนการ หรือเป้าหมายตอนอายุ 40 วันนี้ก็เลยนึกขึ้นได้ว่า เอ๊ะ ถ้าเราย้อนกลับไปช่วงสมัยเรียน เรามีเป้าหมาย หรือวางแผนไว้หรือยังนะ เป็นการทบทวนตัวเองด้วยว่า ณ เวลานั้น เราทำอะไร เรามีความคิดอย่างไรบ้าง


ย้อนกลับไป เมื่อ 10 ปีที่แล้ว สมัยที่อยู่มหาวิทยาลัย ผมเรียน Computer Engineer ครับ

KU จะหาคู่
KU จะหาคู่ - FB Group ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องจากสถานการณ์ COVID19 ทำให้ทุกคนอาจจะต้องอยู่บ้านอย่างเหงาๆ นะครับ เลยเปิดเป็นพื้นที่สำหรับให้นิสิตเก่า และนิสิตปัจจุบัน และบุคคลที่เกี่ยวข้อง ต่างรุ่น...
ดูรหัสนักศึกษา แล้ว​โอโห้ เราจบมาเกือบ 10ปีแล้วหรอเนี่ย ฮ่าๆ

เนื่องจากว่าตอนมัธยมรู้สึกว่าชอบคณิตศาสตร์ และฟิสิกส์ แต่ไม่ชอบเคมีกับชีวะเลย ทำให้รู้สึกว่า อยากลองพวกสายคำนวณ พวกวิศวะ และประกอบกับรู้สึกว่า ชอบคอมมากเป็นพิเศษ (ชอบในที่นี้คือ ชอบดูการประกอบคอม ชอบพวก Software เล่นเกม ทั่วๆไป และคิดว่า คอมน่าจะเหมาะสุด) เพราะบอกตรงๆ ณ​เวลานั้น ก่อนเข้ามหาวิทยาลัย เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่า เรียนแต่ละสายทำอะไรได้?

  • เรียนหมอ? ตัดออกช้อยแรกเลย เพราะรู้สึกว่า เป็น First Impression ที่เรารู้สึกว่าไม่อยากเรียน และไม่อยากเป็นแฮะ แม้ว่าหลายๆ คนบอกว่ารายได้ดีก็ตาม (ถามหัวสมองเราหรือยัง ฮ่าๆ)
  • เรียนเศรษฐศาสตร์ ตอนนั้นก็มีคิดๆไว้นิดๆ เพราะเห็นว่าน่าจะมีคำนวณ มีเกี่ยวกับพวกคณิตศาสตร์ด้วยมั้ง ตอนนั้นไม่ได้รู้อะไรเท่าไหร่ แต่พอดูๆไป เอ๊ะ ทำไมมีแต่ผู้หญิงเรียนหว่า เลยตัดสินใจไม่เลือก (ถ้าตอนนี้ ให้ไปเลือกนะ คงเรียนที่ มีแต่สาวๆ น่าจะดีกว่า วิศวะที่มีแต่หนุ่มๆนะ ฮ่าๆ)
  • เรียนวิศวะ ตรงนี้มี ตัวเลือกคือไฟฟ้ากับคอม แค่ 2 พอสายอื่นๆ เราก็รู้สึกว่าไกลจากสิ่งที่ชอบออกไป และรู้สึกว่าจบมาก็คงเข้าโรงงานหรอ? ปลายทางเราไม่ได้อยากเป็นงั้นแฮะ สุดท้ายจบที่เลือกเรียนคอมดีกว่า น่าจะเข้าทางเรามากสุด (ตอนนั้นเขียนโปรแกรมยังไม่เป็นนะ)

ตัดกลับมาช่วงเรียนมหาวิทยาลัย ผมเรียนคอม ก็จะต้องมีให้เขียนโปรแกรม แต่ปรากฎว่าที่บ้านไม่มีคอม ก็เลยทำให้บางที การบ้าน หรืองานที่ต้องเอามา Compile เพื่อเรียนรู้เพิ่มเติม ผมก็แทบไม่เคยทบทวน มากสุดคือ อ่าน Sheet แล้วก็นั่งเขียนมือ แต่แทนที่ผมจะหาวิธีแก้ปัญหาที่ดีกว่าเดิม คือ ในม. ก็มีคอมให้ยืมนะ แต่ผมเลือกที่จะไม่ยืม ไปเล่นดีกว่า ก็เลยทำให้ การเรียนผมมันก็ลุ่มๆ ดอนๆ ไม่ได้ดีอะไร ค่อนไปทางแย่ด้วย C กับ D เยอะมาก ฮ่าๆ แต่ก็ยังเอาตัวรอดมาได้

ช่วงปี 2 กับ ปี 3 ทำให้ผมได้เริ่มคิดอีกครั้งว่า เราจบไปเราจะทำงานอะไรหว่า ตอนนั้นยังเรียนภาษา C อยู่ และยังไม่เคยทำเว็บ (คุ้นๆ ว่ามีเรียนวิชานึงเป็น Practicum ให้ทำเว็บ HTML/PHP ตอนนั้นก็มั่วๆไป จำไม่ได้ละด้วย) ตอนนั้นไม่มีความคิดเลยว่าจบไปแล้วจะทำอะไร ดูตัวเองแล้วไม่มี Skill อะไรเลย และก็นึกไม่ออก สุดท้ายก็เรียนๆ เล่นๆ ไปเรื่อย

พอช่วงปี 4 ได้ทำโปรเจ็คจบ เป็นช่วงที่ได้ใช้เวลาอยู่กับโปรแกรมมากที่สุด ตั้งแต่เรียนมา ปีนี้ได้ซื้อ Notebook แล้ว เพื่อเอามาทำโปรเจ็คจบ ทำให้ผมได้ทบทวน ได้เรียนรู้ ได้ลองอยู่กับมันมากๆขึ้นๆ มันก็เลยรู้สึกว่า เราก็เริ่มซึมซับมาบ้างแฮะ จากที่ไม่เป็นเลย เรียกได้ว่าห่วย ก็พยายาม จนเข็นโปรเจ็คจบออกมาได้ ตอนนั้นทำเรื่อง Signal Processing เกี่ยวกับพวก Music Theory วิเคราะห์คอร์ด วิเคราะห์โน๊ตของ Guitar แบบ Real Time (ตอนนั้นยิ่งไม่เก่งภาษาอังกฤษ การหา Paper อ่าน นี่ทรมานมากๆ)


เมื่อจบมาแล้ว สิ่งที่ผมคิดมี 2 ทางเลือกคือ

⚽️ เป็นนักฟุตบอล

ด้วยความที่ผมชอบเล่นบอล ชอบเตะบอลอยู่แล้ว มันก็เลยเป็นความฝันผมอย่างนึงเหมือนกัน สมัยเรียน ผมก็เตะทั้งฟุตบอลใหญ่ และฟุตซอล ได้เล่นข้ามรุ่น เช่น ม.2 ไปแข่งกับ U-16 พอม.4 เช่น U-18 ไรงี้ ก็รู้สึกว่า แม้เราจะสู้รุ่นพี่ไม่ได้ แต่ก็ได้ประสบการณ์ แต่ยอมรับเลยว่าเราเป็นคนขี้อาย และเล่นบอล เราตะโกนเรียกบอลน้อยมาก และนั่นก็คือข้อเสียนั่นเอง อีกข้อคือ ความเกรงใจ และความไม่ค่อยกล้า เวลาแข่ง หรือกดดัน เรามักเล่นไม่ออก แต่ถ้าซ้อม หรือเล่นกับคนสนิทๆนะ อย่างพริ้ว คล้ายๆวลีเด็ดว่า หมูสนามจริง สิงห์สนามซ้อมเลยแหละ ฮ่าๆ

ช่วงปีแรกๆ ของการจบใหม่ ทำงานด้วย ออกจากงานด้วย หรือช่วงรอทำงาน ผมก็มีตระเวนไปคัดตัว นักบอลนะ สมัยนั้น ยังมีพวก ด.2 ที่เค้ายังพอเปิดคัดตัวอยู่บ้าง แต่ก็รับน้อยแหละ จริงๆ เค้ามีตัวเลือกในใจแล้ว และบางคนก็มีดีกรี รู้จักกัน ก็มีโอกาสมากกว่า

ทุกครั้งที่ไปคัด ยิ่งนาน ยิ่งรู้สึกว่าไม่ใช่ทางของเราแฮะ เพราะโอกาสมันน้อยจริงๆ ทั้งฝีมือ + ดวงด้วย เพราะเราได้โอกาสลงสนามแค่ 5-10 นาที บางทีไปคัด แทบไม่ได้บอลเลย มีโชคดีหน่อย ช่วงนึงได้ไปซ้อมกับทีมจริงๆ อยู่ 2 อาทิตย์ แต่สิ่งที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้น เมื่ออยู่ๆ ทีมยุบ โค้ชย้าย นักเตะก็ย้ายตาม ทำให้ เราเลยอดซ้อม และก็ไม่มีโอกาสอีกเลย ถ้าตอนนั้น หากทีมไม่โดนยุบ โค้ชไม่ย้าย เราอาจจะได้ซ้อมมากขึ้น ได้มีเวลามากขึ้น อาจจะมีโอกาสก็เป็นได้

ถามว่าเสียใจมั้ย ก็มีนิดๆ แต่ก็ต้องโทษตัวเองด้วย ที่เราอาจจะยังไม่ทุ่มเต็มที่ 100% ให้กับมัน เหมือนเรายังลังเลนั่นแหละ ว่าจะไปทางไหนดี คล้ายๆ ถ้าเป็นนี้ไม่ได้ ก็เลือกอีกอย่าง

💻 เป็นโปรแกรมเมอร์

พอจบมา ก็ได้รู้ว่า ถ้าเราพยายามจริงๆ เราก็ทำได้นี่นา หลังจากนั้น ผมก็พยายามร่อนไปสมัคร ส่ง Resume แต่เชื่อมั้ย ด้วยการที่ผมจบเกรดห่วยมากๆ 2.03 อะ 40-50 บริษัท มีติดต่อมาสัมภาษณ์ผม แค่ 6-7 ที่เองมั้ง และมี 2 ที่ที่รับ เงินเดือน เดือนแรกของการเป็นโปรแกรมเมอร์ ของผมอยู่ที่ 13,000 ครับ (ปี 2011) ถามว่าน้อยมั้ย ก็ต้องบอกว่าน้อย ถ้าเทียบกับเพื่อนๆ ในรุ่นเดียวกัน (แต่เราไปเทียบกับพวกท็อปๆไง)

แต่ช่วงที่ผมส่ง Resume และไม่มีคนสัมภาษณ์เลย ก็ท้อนะ หรือแม้แต่ช่วงไปสัมภาษณ์แล้วผมตอบอะไรไม่ได้เลย หรือการไปสัมภาษณ์แล้วคุยแล้วโดนดูถูก โดนถามแล้วตอบไม่ได้ จบมาได้ไงเนี่ย ผมก็รู้ละ ว่าถ้าเป็นอย่างงี้ เราทำงานไม่ได้แน่ ยังดีที่มันมีช่วงเวลา ว่าง ช่วงรอ ผมก็ซื้อหนังสือคอม มานั่งอ่าน นั่งทบทวน นั่งฝึกใหม่หมดเลย หา Tutorial ในเนตอ่านมากขึ้น พยายามดูว่า ปกติเค้าถามอะไรกัน และเราควรจะต้องรู้อะไรบ้าง ถ้าเราจะเป็นโปรแกรมเมอร์ ผมจำไม่ได้แฮะ ว่าหลังจากจบ ผมรอกี่เดือน ถึงได้เริ่มงาน เพราะตอนนั้น ก็มีทั้งว่าง ทั้งไปลองเตะบอล ทั้งอ่านหนังสือ รวมๆกัน น่าจะหลายเดือนนะ จำไม่ได้แล้ว


ตัดกลับมา ปัจจุบัน ผมก็ยังเป็น Programmer อยู่ และรู้สึกว่าเป็นอาชีพที่ผมยังชอบ และก็ยังอยากเรียนรู้ มีอะไรให้เราเรียนรู้อีกเยอะ มีอะไรที่เราไม่รู้อีกมากมาย ถึงแม้ระหว่างทาง มันก็มีทั้งเครียดบ้าง ทุกข์บ้าง ผสมๆ กันไปแหละ แน่นอนการทำงาน มันมีหมดแหละอุปสรรค ปัญหา อยู่ที่เราจะแก้มันอย่างไรต่างหาก ไม่มีปัญหา ไม่มีอุปสรรค คือคนไม่ได้ทำงาน

และพอทำงาน มาเรื่อยๆ ทำให้เรารู้กว้างขึ้น มีวิสัยทัศน์มากขึ้น รู้ว่าการทำงาน มีอะไรบ้าง สามารถทำอะไรได้บ้าง และ Skill ในการเรียน นำมาใช้กับการทำงานได้น้อยมาก จริงๆเรียกได้ว่ามาเรียนรู้ตอนทำงานนั่นแหละ

แต่ไม่ใช่ว่าการเรียนไม่มีประโยชน์ มันเป็นข้อดีข้อนึงคือ เรื่องของพื้นฐาน นั่นเอง คนที่มีพื้นฐานดี ก็ย่อมได้เปรียบกว่าคนอื่นอยู่แล้ว

ส่วน Skill และความสามารถอื่นๆ ผมว่ามันฝึกฝน เรียนรู้กันได้ สิ่งสำคัญคือ ความอดทน พยายาม ใฝ่รู้ แค่นั้นเอง


สุดท้าย หากย้อนกลับไปได้ ก็คงต้องบอกว่า เราอย่าไปโทษคนอื่น ว่าไม่บอกเราว่า เราทำอาชีพอะไรได้บ้าง แต่เราควรจะศึกษา หาความรู้เอง เค้าเหล่านั้นก็เป็น Guide ให้เราได้ระดับนึง แต่ถ้าเราอยากรู้ เราก็ต้องไปอยู่ในที่ๆนั้น เช่น อาจจะลองหัดทำเว็บ ตั้งแต่เรียนเลย เราก็จะได้รู้จักทั้งคน ทั้งลูกค้า และรู้ว่างานที่เราทำจะเป็นแบบไหน หรือลองทำอะไรอื่นๆ ทำสิ่งที่เราไม่เคยคิดจะทำ มันอาจจะเป็นสิ่งที่เราค้นพบก็ได้ว่าเราชอบมัน และรักมัน

และเหนือสิ่งอื่นใด รู้จักตัวเองให้ไวที่สุด แล้วเราจะมีความสุขกับการใช้ชีวิตครับ

สวัสดี


📝 Day 119 of #365DaysOfBlogging

#เขียนบล็อก #ฝึกสร้างนิสัย #GoodHabit #Bloggin


Chai Phonbopit

เป็นนักพัฒนาซอฟแวร์ เวลาว่างนอกจาก Coding ก็จะเขียนบล็อกเกี่ยวกับสอนทำเว็บไซต์ สอน Programming ที่ devahoy.com ชื่นชอบการพัฒนาตัวเองและเชื่อว่าการสอนเป็นหนึ่งในวิธีการเรียนรู้ที่ดีที่สุด ❤️🎒🍣🎸⚽️

แสดงความคิดเห็น